28.4.09
แม่สะเรียง-บ้านแหลม.
แม่สะเรียง-บ้านแหลม ขุนเขาสู่ทะเล ผู้เขียน ในฐานะหลานเจ้าอาวาส (พระครูพัชรกิจานุกูล)ได้มีโอกาสนำน้ำผึ้งธรรมชาติ จากแม่สะเรียง ไปผสมกาแฟ เลี้ยงรับรองแขก ที่มาใน การพระราชทานเพลิงศพ พระครูวิบูลวชิรสาร อดีตเจ้าอาวาสวัดลักษณาราม บ้านแหลม เพชรบุรี ออกเดินทาง วันที่ 18 เมษายน 2552 ราวตีสี่ ใช้เส้นทาง แม่สะเรียง -ออบหลวง-ฮอด-ลี้-เถิน-ตาก-กำแพงเพฃร-นครสวรรค์-อ่างทอง-อยุธยา-บางปะอิน-ขื้นทางด่วนไปลงดาวคะนอง แวะเยี่ยมแม่กลิ่น สังข์ลาโพธิ์ ซี่งเป็นพี่สาวเจ้าอาวาส ที่บางขุนเทียน-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม เข้าคลองโคน-เขายี่สาร-บางตะบูน-บ้านแหลม ระยะทาง900กว่ากิโลเมตร ใช้เวลา15ชั่วโมง ถึงบ้านแหลมราว18।00น।ระหว่างงานผู้เขียนได้เห็นการรวมพลังสามัคคีของศิษยานุศิษย์ ชาวบ้านหน่วยงานทุกหน่วยงานที่ร่วมประสานสัมพันธ์ เพื่อให้การเตรียมการทั่งฝ่ายพิธีการและการดำเนินงานได้ลุล่วงโดยมิได้ขัดข้อง แม้จะมีพายุฝน ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินก็มิได้เป็นอุปสรรค ความเข้มแข็งของคณะแม่ครัวที่สามารถจัดหาอาหารรับรองคณะทำงานและผู้ที่มาร่วมงานได้อย่างน่าชมเชยอย่างยิ่ง รวมทั้งฝ่ายเครื่องดึ่ม-กาแฟ ก็มิได้ขาดตกบกพร่องเช่นกัน นับว่าการการที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระมหากรุณาเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชทานเพลิงศพ พระครูวิบูลวชิรสาร (ทุเรียน ฐิติสาโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดลักษณารามและอดีตเจ้าคณะตำบลบ้านแหลม ณ เมรุวัดลักษณาราม ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี วันอังคารที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๑๕๕๑ เป็นที่ประจักถึงคุณงามความดีของหลวงพ่อ ต่อชาวบ้านแหลม เพชรบุรี ตลอดไป เว็ปไซต์นี้นอกจากการนำเสนอข้อมูลต่างๆของวัดลักษณารามแล้ว ยังเป็นที่ติดต่อส่งข่าวของศิษย์วัดลักษณาราม หรือคนบ้านแหลมที่ประกอบอาชีพอยู่ต่างท้องถิ่นได้ส่งข่าวหรือข้อเขียนต่างๆสำหรับท่านที่มีความสนใจเกี่ยวกับวัดวาอาราม ทางภาคเหนือ ดูได้จากเว็ปลิ้งค์ ที่มีอยู่ จะเห็นความแตกต่างของศิลปวัฒนธรรมล้านนากับศิลปเมืองเพชร โดยผู้เขียนได้จัดทำเว็ปไซต์ให้กับวัดหลายวัดเพื่อส่งเสริมการทำบุญไหว้พระและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ขอบคุณเพื่อนที่เรียนบ้านแหลมด้วยกันเมื่อเกือบ40ปีที่แล้วได้ให้การต้อนรับและช่วยเหลือเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ พระครูพัชรกิจจานุกูล เจ้าอาวาสวัดลักษณารามหลวงน้าหรือ คุณกู๋รั้ว ของผู้เขียน บันทึกไว้โดย สุพจน์ สังข์ลาโพธิ์ บ้านยอดตำลึง แม่สะเรียงติดตามเรื่องราวต่างๆของบ้านแหลมได้ที่นี่
23.3.09
1.9.08
วัดลักษณาราม ยินดีต้อนรับ
การเสด็จประพาสต้น ที่เกี่ยวกับ อ.บ้านแหลม เพชรบุรี
จดหมายฉบับที่ ๕
เมืองเพชรบุรี
ณ วันที่ ๒๙ เดือนกรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๓
ถึง พ่อประดิษฐ์
จดหมายฉบับก่อนฉันส่งไปแต่เมืองสมุทรสงคราม บัดนี้ได้ตามเสด็จมาประพาสเมืองเพชรบุรีได้ ๖ วัน จะเสด็จจากเมืองเพชรบุรีพรุ่งนี้ มีเวลาว่างอยู่บ้างฉันจึงได้จดหมายฉบับนี้ส่งมาบอกข่าวคราว
วันที่ ๒๔ เวลาเช้า เสด็จลงเรือฉลอม(๑)แล่นใบออกไปประพาสละมุ(๒) ที่เขาไปจับปลาตามปากอ่าวแม่กลอง มีเรือฉลอมแล่นไปในกระบวนเสด็จ ๓ ลำด้วยกัน เที่ยวหาซื้อกุ้งปลาที่เขาจับได้ตามละมุ แล้วต้มข้าวต้ม ๓ กษัตริย์ขึ้นในเรือฉลอม ที่เรียกว่าข้าวต้ม ๓ กษัตริย์นั้นคือ ต้มอย่างข้าวต้มหมู แต่ใช้ปลาทูกุ้งกับปลาหมึกแซกแทนหมู เป็นของทรงประดิษฐ์ขึ้นเช้าวันนั้นเอง ตั้งแต่ฉันเกิดมาไม่เคยกินข้าวต้มอร่อยเหมือนวันนั้นเลย เฉพาะเหมาะถูกคราวคลื่นราบลมดี เรือฉลอมแล่นใบลมฉิวราวกับเรือไฟ เสด็จพระองค์อาภา(๓)เป็นกัปตันถือท้ายเรือพระที่นั่ง แล่นลิ่วออกไปจากปากน้ำแม่กลอง แต่อย่างไรแล่นไกลออกไปทุกทีๆ นานเข้าพวกเจ้าของเรือเห็นจะออกประหลาดใจแลดูตากันไปมา ท่านก็ทอดพระเนตรเห็นแต่เห็นท่านยิ้มๆกัน ฉันออกเข้าใจว่าเห็นจะแล่นใบเลยไปเมืองเพชรแน่แล้ว ดูใกล้ปากน้ำบ้านแหลมเข้าทุกที พอแล่นเข้าไปก็พบกรมหมื่นมรุพงศ์(๔)ทรงเรือไฟศรีอยุธยามาคอยรับเสด็จอยู่ที่ปากน้ำ เป็นอันเข้าใจได้ว่ามีอะไรที่จะเล่นกันสักอย่างหนึ่งซึ่งท่านได้ทรงนัดแนะกันไว้แล้วเป็นแน่ ได้ยินแต่กรมหมื่นมรุพงศ์กราบทูลว่าสำเร็จสนิททีเดียว
เสด็จลงเรือศรีอยุธยาแล่นขึ้นไปตามลำแม่น้ำเมืองเพชรบุรี พอจวนจะถึงเมืองรับสั่งเรียกพวกที่ไปตามเสด็จให้เข้าซ่อนตัวอยู่ในเก๋ง มีแต่กรมหมื่นมรุพงศ์ประทับอยู่หน้าเรือพระองค์เดียว ฉันแอบมองตามช่องม่าน เมื่อแล่นผ่านพลับพลาเห็นเจ้าพระยาสุรพันธ์นั่งอยู่ที่นั้น ได้ยินเสียงกรมหมื่นมรุพงศ์ร้องรับสั่งขึ้นไปแก่เจ้าพระยาสุรพันธ์ว่า "เห็นจะเสด็จถึงค่ำละเจ้าคุณ ให้เตรียมคบไฟไว้เถิด ฉันจะขึ้นไปหาเสบียงที่ตลาดสักประเดี๋ยวจะกลับลงมา" แล้วเรือศรีอยุธยาก็แล่นลอดสะพานช้างชึ้นไปจอดหน้าบ้านเจ้าพระยาสุรพันธ์ เสด็จขึ้นประทับในบ้านเจ้าพระยาสุรพันธ์ แล้วรับสั่งให้กรมหมื่นมหิศร(๕)ไปตามเจ้าพระยาสุรพันธ์ ประเดี๋ยวใจเจ้าพระยาสุรพันธ์วิ่งตุบตับมาหน้านิ่วถวายคำนับ แล้วยืนถอนใจใหญ่ มีรับสั่งว่า มาตอบแทนที่เจ้าพระยาสุรพันธ์ล่วงหน้าไปรับถึงบ้านปากธ่อเมื่อเสด็จคราวก่อน เจ้าพระยาสุรพันธ์ก็ไม่เพ็ดทูลว่ากระไร พวกเราก็สิ้นเกรงใจลงนั่งหัวเราะเจ้าพระยาสุรพันธ์งอๆไปตามกัน พอลับหลังพระที่นั่งเจ้าพระยาสุรพันธ์ไพล่มาโกรธเอาพวกเราไม่เลือกหน้าว่าใคร กรมหมื่นมรุพงศ์เป็นผู้ถูกตัดพ้อต่อว่ากว่าผู้อื่น แต่ท่านยิ่งโกรธเท่าใด ก็ยิ่งทำให้พวกเราหัวเราะยิ่งขึ้นจนหายโกรธไปเอง
เสด็จประทับอยู่ที่เมืองเพชรบุรีนี้ ไม่ใคร่มีโอกาสได้เสด็จประพาสต้น เพราะไม่มีทางที่จะเล็ดลอดหลีกไปได้เหมือนแถวแม่น้ำราชบุรี และสมุทรสงคราม ความสนุกแปลกประหลาดไม่ใคร่จะมี จะเล่าระยะทางที่เสด็จให้พ่อประดิษฐ์ทราบแต่พอเป็นเลาๆคือ วันที่ ๒๕ เสด็จประพาสทางเรือข้างเหนือน้ำ วันที่ ๒๖ เสด็จทางเรือไปประพาสบางทะเล ประทับแรมที่บางทะลุคืนหนึ่งยุงชุมพอใช้ วันที่ ๒๗ เสด็จเรือฉลอมแล่นใบจากบางทะลุมาทางทะเลเข้าบ้านแหลม น้ำงวดเรือติดปากอ่าว พายุก็ตั้งมืดมาจะรออยู่ช้ากลัวจะถูกพายุ ผู้ไปตามเสด็จจึงพร้อมใจกันอาสาลงลุยเลนเข็นเรือกับพวกเจ้าของเรือ สงสารแต่นายอัษฎาวุธเข้ายอมยกให้แล้วว่าไม่ต้องลงไปก็ไม่ฟัง พอเรือพ้นตื้นเข้าปากน้ำได้ก็ถูกฝนใหญ่เปียกกันมอมแมม กลับมาถึงเมืองเพชรบุรีสักทุ่มหนึ่ง วันที่ ๒๘ เสด็จประพาสพระนครคีรี ถวายพุ่มพระสงฆ์เข้าพรรษาด้วย วันที่ ๒๙ เช้าเสด็จประพาสวัดต่างๆในเมืองเพชรบุรี บ่ายวันนี้จะออกกระบวนเรือใหญ่ล่องลงไปประทับแรมที่บ้านแหลม พรุ่งนี้จะออกจากบ้านแหลมเสด็จไปประทับแรมที่เมืองสมุทรสาคร
นายทรงอานุภาพ
จดหมายฉบับที่ ๕
เมืองเพชรบุรี
ณ วันที่ ๒๙ เดือนกรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๓
ถึง พ่อประดิษฐ์
จดหมายฉบับก่อนฉันส่งไปแต่เมืองสมุทรสงคราม บัดนี้ได้ตามเสด็จมาประพาสเมืองเพชรบุรีได้ ๖ วัน จะเสด็จจากเมืองเพชรบุรีพรุ่งนี้ มีเวลาว่างอยู่บ้างฉันจึงได้จดหมายฉบับนี้ส่งมาบอกข่าวคราว
วันที่ ๒๔ เวลาเช้า เสด็จลงเรือฉลอม(๑)แล่นใบออกไปประพาสละมุ(๒) ที่เขาไปจับปลาตามปากอ่าวแม่กลอง มีเรือฉลอมแล่นไปในกระบวนเสด็จ ๓ ลำด้วยกัน เที่ยวหาซื้อกุ้งปลาที่เขาจับได้ตามละมุ แล้วต้มข้าวต้ม ๓ กษัตริย์ขึ้นในเรือฉลอม ที่เรียกว่าข้าวต้ม ๓ กษัตริย์นั้นคือ ต้มอย่างข้าวต้มหมู แต่ใช้ปลาทูกุ้งกับปลาหมึกแซกแทนหมู เป็นของทรงประดิษฐ์ขึ้นเช้าวันนั้นเอง ตั้งแต่ฉันเกิดมาไม่เคยกินข้าวต้มอร่อยเหมือนวันนั้นเลย เฉพาะเหมาะถูกคราวคลื่นราบลมดี เรือฉลอมแล่นใบลมฉิวราวกับเรือไฟ เสด็จพระองค์อาภา(๓)เป็นกัปตันถือท้ายเรือพระที่นั่ง แล่นลิ่วออกไปจากปากน้ำแม่กลอง แต่อย่างไรแล่นไกลออกไปทุกทีๆ นานเข้าพวกเจ้าของเรือเห็นจะออกประหลาดใจแลดูตากันไปมา ท่านก็ทอดพระเนตรเห็นแต่เห็นท่านยิ้มๆกัน ฉันออกเข้าใจว่าเห็นจะแล่นใบเลยไปเมืองเพชรแน่แล้ว ดูใกล้ปากน้ำบ้านแหลมเข้าทุกที พอแล่นเข้าไปก็พบกรมหมื่นมรุพงศ์(๔)ทรงเรือไฟศรีอยุธยามาคอยรับเสด็จอยู่ที่ปากน้ำ เป็นอันเข้าใจได้ว่ามีอะไรที่จะเล่นกันสักอย่างหนึ่งซึ่งท่านได้ทรงนัดแนะกันไว้แล้วเป็นแน่ ได้ยินแต่กรมหมื่นมรุพงศ์กราบทูลว่าสำเร็จสนิททีเดียว
เสด็จลงเรือศรีอยุธยาแล่นขึ้นไปตามลำแม่น้ำเมืองเพชรบุรี พอจวนจะถึงเมืองรับสั่งเรียกพวกที่ไปตามเสด็จให้เข้าซ่อนตัวอยู่ในเก๋ง มีแต่กรมหมื่นมรุพงศ์ประทับอยู่หน้าเรือพระองค์เดียว ฉันแอบมองตามช่องม่าน เมื่อแล่นผ่านพลับพลาเห็นเจ้าพระยาสุรพันธ์นั่งอยู่ที่นั้น ได้ยินเสียงกรมหมื่นมรุพงศ์ร้องรับสั่งขึ้นไปแก่เจ้าพระยาสุรพันธ์ว่า "เห็นจะเสด็จถึงค่ำละเจ้าคุณ ให้เตรียมคบไฟไว้เถิด ฉันจะขึ้นไปหาเสบียงที่ตลาดสักประเดี๋ยวจะกลับลงมา" แล้วเรือศรีอยุธยาก็แล่นลอดสะพานช้างชึ้นไปจอดหน้าบ้านเจ้าพระยาสุรพันธ์ เสด็จขึ้นประทับในบ้านเจ้าพระยาสุรพันธ์ แล้วรับสั่งให้กรมหมื่นมหิศร(๕)ไปตามเจ้าพระยาสุรพันธ์ ประเดี๋ยวใจเจ้าพระยาสุรพันธ์วิ่งตุบตับมาหน้านิ่วถวายคำนับ แล้วยืนถอนใจใหญ่ มีรับสั่งว่า มาตอบแทนที่เจ้าพระยาสุรพันธ์ล่วงหน้าไปรับถึงบ้านปากธ่อเมื่อเสด็จคราวก่อน เจ้าพระยาสุรพันธ์ก็ไม่เพ็ดทูลว่ากระไร พวกเราก็สิ้นเกรงใจลงนั่งหัวเราะเจ้าพระยาสุรพันธ์งอๆไปตามกัน พอลับหลังพระที่นั่งเจ้าพระยาสุรพันธ์ไพล่มาโกรธเอาพวกเราไม่เลือกหน้าว่าใคร กรมหมื่นมรุพงศ์เป็นผู้ถูกตัดพ้อต่อว่ากว่าผู้อื่น แต่ท่านยิ่งโกรธเท่าใด ก็ยิ่งทำให้พวกเราหัวเราะยิ่งขึ้นจนหายโกรธไปเอง
เสด็จประทับอยู่ที่เมืองเพชรบุรีนี้ ไม่ใคร่มีโอกาสได้เสด็จประพาสต้น เพราะไม่มีทางที่จะเล็ดลอดหลีกไปได้เหมือนแถวแม่น้ำราชบุรี และสมุทรสงคราม ความสนุกแปลกประหลาดไม่ใคร่จะมี จะเล่าระยะทางที่เสด็จให้พ่อประดิษฐ์ทราบแต่พอเป็นเลาๆคือ วันที่ ๒๕ เสด็จประพาสทางเรือข้างเหนือน้ำ วันที่ ๒๖ เสด็จทางเรือไปประพาสบางทะเล ประทับแรมที่บางทะลุคืนหนึ่งยุงชุมพอใช้ วันที่ ๒๗ เสด็จเรือฉลอมแล่นใบจากบางทะลุมาทางทะเลเข้าบ้านแหลม น้ำงวดเรือติดปากอ่าว พายุก็ตั้งมืดมาจะรออยู่ช้ากลัวจะถูกพายุ ผู้ไปตามเสด็จจึงพร้อมใจกันอาสาลงลุยเลนเข็นเรือกับพวกเจ้าของเรือ สงสารแต่นายอัษฎาวุธเข้ายอมยกให้แล้วว่าไม่ต้องลงไปก็ไม่ฟัง พอเรือพ้นตื้นเข้าปากน้ำได้ก็ถูกฝนใหญ่เปียกกันมอมแมม กลับมาถึงเมืองเพชรบุรีสักทุ่มหนึ่ง วันที่ ๒๘ เสด็จประพาสพระนครคีรี ถวายพุ่มพระสงฆ์เข้าพรรษาด้วย วันที่ ๒๙ เช้าเสด็จประพาสวัดต่างๆในเมืองเพชรบุรี บ่ายวันนี้จะออกกระบวนเรือใหญ่ล่องลงไปประทับแรมที่บ้านแหลม พรุ่งนี้จะออกจากบ้านแหลมเสด็จไปประทับแรมที่เมืองสมุทรสาคร
นายทรงอานุภาพ
31.8.08
ไปตลาดนัดวัดลักษณ์ หรือยัง?
ตลาดนัดวัดลักษณาราม
ทุกวันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลาตี3 เป็นต้นไปบริเวณลานวัดด้านนอก
ติดกับร้านหมูกระทะครูแดง จะมีบรรดาพ่อค้า แม่ค้ามาตั้งแผงวาง
สินค้าหลากหลายเช่น พืชผักผลไม้ ของกินของใช้เครื่องครัว ของแห้ง อาหารสำเร็จ ขนม ของหวาน นานาชนิด ที่ปรุงกันทันทีก็มี
ที่น่าสนใจคือ อาหารทะเลสดๆจากทะเล หรือบ่อปลา-บ่อกุ้ง มีปลาทูสดตาใสๆ ปลาดุกทะเลเป็นๆ ปูม้าปูทะเล กุ้งสด ปลาหมึกสด
บางครั้งอาจเจอของหายากเช่น ตับ-ต่อม(กระเพาะ-ไตก็เรียก)ของปลาทูเอามาผัดใส่ขิงอ่อน เหงือกปลากระเบนแห้งต้มกะทิใส่มะดัน
ตับปลากระเบนต้มน้ำปลาบีบมะนาวซอยหอมพริกขี้หนูคลุกข้าวร้อนๆ มีทอดมันปลา ห่อหมกร้อนๆ ยังมีแกงพื้นบ้านหากินยากเช่น
แกงหัวปลาริวกิว(ปลาเซียว,ปลามะยง) แกงหัวตาล แกงคั่วใบชะครามใส่ปู แกงลูกสามสิบ มาตลาดนัดวัดลักษณารามมีที่จอดรถ
กว้างขวาง ห้องน้ำสะอาดหลายสิบห้อง มีที่พักผ่อน ทำบุญไหว้พระ
ชมศิลปะไทยปูนปั้น หาความรู้เกี่ยวกับนกนางแอ่นมาทำรังที่วัดทำให้วัดมีรายได้มาทำนุบำรุงวัด ถ้ามีโอกาสควรได้สนทนากับพระครู
พัชรกิจจานุกูล (รั้ว จันทสโร) เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นพระพัฒนาทันสมัยเสมอ ตลาดจะวายหลังเที่ยง
ใครมีเรื่องราวต่างๆส่งมารวบรวมที่เว็บนี้ได้ มีการ อัปเดทตลอด
ทุกวันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลาตี3 เป็นต้นไปบริเวณลานวัดด้านนอก
ติดกับร้านหมูกระทะครูแดง จะมีบรรดาพ่อค้า แม่ค้ามาตั้งแผงวาง
สินค้าหลากหลายเช่น พืชผักผลไม้ ของกินของใช้เครื่องครัว ของแห้ง อาหารสำเร็จ ขนม ของหวาน นานาชนิด ที่ปรุงกันทันทีก็มี
ที่น่าสนใจคือ อาหารทะเลสดๆจากทะเล หรือบ่อปลา-บ่อกุ้ง มีปลาทูสดตาใสๆ ปลาดุกทะเลเป็นๆ ปูม้าปูทะเล กุ้งสด ปลาหมึกสด
บางครั้งอาจเจอของหายากเช่น ตับ-ต่อม(กระเพาะ-ไตก็เรียก)ของปลาทูเอามาผัดใส่ขิงอ่อน เหงือกปลากระเบนแห้งต้มกะทิใส่มะดัน
ตับปลากระเบนต้มน้ำปลาบีบมะนาวซอยหอมพริกขี้หนูคลุกข้าวร้อนๆ มีทอดมันปลา ห่อหมกร้อนๆ ยังมีแกงพื้นบ้านหากินยากเช่น
แกงหัวปลาริวกิว(ปลาเซียว,ปลามะยง) แกงหัวตาล แกงคั่วใบชะครามใส่ปู แกงลูกสามสิบ มาตลาดนัดวัดลักษณารามมีที่จอดรถ
กว้างขวาง ห้องน้ำสะอาดหลายสิบห้อง มีที่พักผ่อน ทำบุญไหว้พระ
ชมศิลปะไทยปูนปั้น หาความรู้เกี่ยวกับนกนางแอ่นมาทำรังที่วัดทำให้วัดมีรายได้มาทำนุบำรุงวัด ถ้ามีโอกาสควรได้สนทนากับพระครู
พัชรกิจจานุกูล (รั้ว จันทสโร) เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นพระพัฒนาทันสมัยเสมอ ตลาดจะวายหลังเที่ยง
ใครมีเรื่องราวต่างๆส่งมารวบรวมที่เว็บนี้ได้ มีการ อัปเดทตลอด
เล่ากันฟัง.....
เล่าเรื่องโดยหลาน คุณกู๋ ....2494-2512
พระครูพัชรกิจจานุกูล เจ้าอาวาสวัดลักษณารามปัจจุบัน ชาวบ้าน
มักเรียก อาจารย์รั้ว หรือหลวงพ่อรั้ว แต่บรรดาหลานๆจะเรียกว่า คุณกู๋
เพราะโยมพ่อเชื้อสายจีน ครอบครัวชินทะเลประกอบอาชีพประมงและค้าขาย ทำปลาเค็มยังเกี่ยวข้องกับตระกูล
หลายตระกูลเช่น พงษ์สำราญ เกตุทะเล สังข์ลาโพธิ์ สุขเสงี่ยม
พุทธบูชา มฤคพันธุ์... ท่านอุปสมบทผู้เขียนยังเด็กและได้ตั้งชื่อให้รวมทั้งะบรรดาหลานๆอีกหลายคน ในวัยเด็กผู้เขียนได้ตามผู้ใหญ่มาทำบุญในเทศกาล
ต่างๆโดยพายเรือจากปากอ่าว มาที่วัด ถ้ามีการเลี้ยงพระก็มาเรือใหญ่ เนื่อง
จากวัดอยู่ไกลบ้าน ได้โยมส้มจีน โยมฮุ้น จัดปิ่นโตส่งประจำ
เมื่อผู้เขียนโตขึ้นได้ขี่จักรยานรับส่งคุณกู๋ ไปบ้านเพื่อช่วยทำบัญชี
ค้าขายส่งปลาเค็มไปขายกรุงเทพ หรือรับซื้อปลาจากเรือประมง
บ้างก็มาซ่อมเครื่องเรือ ตะเกียงเจ้าพายุ ช่วงนื้เริ่มมีไฟฟ้าใช้ก็ต้อง
ติดตั้งซ่อมแซมโดยมีผู้เขียนเป็นลูกมือ ทำให้ผู้เขียนสนใจศึกษา
โดยตลอด เมื่อเรียนจบไปสอนหนังสือที่กรุงเทพ ก็กลับมาอุปสมบทที่วัดลักษณ์ พระอาจารย์เรียนเป็นอุปฌาย์ คุณกู๋และอาจารย์หริ(เจ้าอาวาสวัดต้นสนปัจจุบัน)เป็นคู่สวดสมัยนั้นกุฏิ หอฉัน ยังเป็นเรือนไม้ มีศาลาท่าน้ำ ต่อมามีหลาน เหลนมาอุปสมบทที่วัดลักษณารามโดยตลอด
พระครูพัชรกิจจานุกูล เจ้าอาวาสวัดลักษณารามปัจจุบัน ชาวบ้าน
มักเรียก อาจารย์รั้ว หรือหลวงพ่อรั้ว แต่บรรดาหลานๆจะเรียกว่า คุณกู๋
เพราะโยมพ่อเชื้อสายจีน ครอบครัวชินทะเลประกอบอาชีพประมงและค้าขาย ทำปลาเค็มยังเกี่ยวข้องกับตระกูล
หลายตระกูลเช่น พงษ์สำราญ เกตุทะเล สังข์ลาโพธิ์ สุขเสงี่ยม
พุทธบูชา มฤคพันธุ์... ท่านอุปสมบทผู้เขียนยังเด็กและได้ตั้งชื่อให้รวมทั้งะบรรดาหลานๆอีกหลายคน ในวัยเด็กผู้เขียนได้ตามผู้ใหญ่มาทำบุญในเทศกาล
ต่างๆโดยพายเรือจากปากอ่าว มาที่วัด ถ้ามีการเลี้ยงพระก็มาเรือใหญ่ เนื่อง
จากวัดอยู่ไกลบ้าน ได้โยมส้มจีน โยมฮุ้น จัดปิ่นโตส่งประจำ
เมื่อผู้เขียนโตขึ้นได้ขี่จักรยานรับส่งคุณกู๋ ไปบ้านเพื่อช่วยทำบัญชี
ค้าขายส่งปลาเค็มไปขายกรุงเทพ หรือรับซื้อปลาจากเรือประมง
บ้างก็มาซ่อมเครื่องเรือ ตะเกียงเจ้าพายุ ช่วงนื้เริ่มมีไฟฟ้าใช้ก็ต้อง
ติดตั้งซ่อมแซมโดยมีผู้เขียนเป็นลูกมือ ทำให้ผู้เขียนสนใจศึกษา
โดยตลอด เมื่อเรียนจบไปสอนหนังสือที่กรุงเทพ ก็กลับมาอุปสมบทที่วัดลักษณ์ พระอาจารย์เรียนเป็นอุปฌาย์ คุณกู๋และอาจารย์หริ(เจ้าอาวาสวัดต้นสนปัจจุบัน)เป็นคู่สวดสมัยนั้นกุฏิ หอฉัน ยังเป็นเรือนไม้ มีศาลาท่าน้ำ ต่อมามีหลาน เหลนมาอุปสมบทที่วัดลักษณารามโดยตลอด
29.8.08
นกนางแอ่นช่วยทำนุบำรุงวัด

พระครูพัชรกิจจานุกูล เจ้าอาวาสวัดลักษณาราม ได้เปิดเผยว่า ย้อนไปเมื่อปี ๒๕๔๖
นกนางแอ่นได้เริ่มจับจองพื้นที่ในอาณาบริเวณเมรุเผาศพวัดลักษณาราม ทำรังสร้างประชากรเพิ่มขึ้น
แต่ในขณะนั้นยังไม่มีใครทราบว่ารังนกที่เกาะติดอยู่ข้างฝาผนังจะมีของมีค่า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้นำออกมาแกะเล่น
ต่อมาเมื่อจำนวนประชากรนกเริ่มเพิ่มขึ้น อาศัยทำรังออกลูกออกหลานอยู่ใต้หลังคาวิหารเป็นจำนวนมากและเป็นจังหวะที่มีคนในวงการธุรกิจรังนกนางแอ่นมาพบจึงได้ติดต่อซื้อรังนกกับทางวัดในราคาสูงพอสมควร และในปัจจุบันมีพ่อค้าเดินทางมารับซื้อในราคากิโลกรัมละ ๗ หมื่นบาท ส่วนสำหรับเรื่องการดูแลรังนกนางแอ่นและรายได้นั้นคณะกรรมการวัดรวมถึงพระลูกวัดจะให้การช่วยเหลือคอยดูแลตลอด ซึ่งรายได้ทั้งหมดที่ได้จากการขายรังนกนั้นจะนำมาปรับปรุงบูรณะซ่อมแซมและต่อเติมภายในวัดทั้งสิ้น ปัจจุบันได้มีนายทุนมาสร้างตึกคอนโดนกนางแอ่นรอบบริเวณวัด และไกล้เคียงพร้อมกับเปิด ซีดีเสียงนกทั่วบริเวณ..ข้อมูลจากครูแดง (อ.สุเทพ บุตรฉุย)
ประวัติวัดลักษณาราม
ประวัติวัดลักษณาราม
วัดลักษณารามเป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่เลขที่ 227 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเพชร
โดยมีถนนหลวงสายเพชรบุรี - บ้านแหลม - บางตะบูน ตัดผ่านหลังวัด
นายลักษณ์ เป็นชาวบ้านเกาะกรูด จังหวัดตราด มีอาชีพค้าขายทางทะเลโดยนำสินค้าจากจังหวัดตราดไปขายตามอ่าวต่างๆและมาขายที่อ่าวบ้านแหลมอยู่เสมอ
ทำให้เกิดความสนิทสนมกับชาวบ้านเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับนางสาวโหมด จนแต่งงานอยู่กินกัน
นายลักษณ์ นางโหมด เป็นผู้ที่มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เมื่อพิจารณาว่ายังไม่มีวัดทางฝั่งตะวันตกเลยสักวัด วัดทางตะวันออกมีหลายวัด
คือ วัดต้นสน วัดในกลาง วัดศรีษะคาม และวัดอุตมิงฆาวาส เวลาไปทำบุญแต่ละครั้งต้องออกเดินไกลมาก
สองสามีภรรยาจึงตัดสินใจสร้างวัดนี้ขึ้นโดยปรึกษากับเจ้าของที่ดิน คือ นายตัน นางก่วย และบุตรชายคือ นายจาด บุตรสาวคือ นาวสายใจ คำนวนศิริ
เพื่อขอซื้อที่ดินสร้างวัด แต่เจ้าของก็มีจิตศรัทธา จึงได้ยกที่ดินให้สร้างวัดโดยไม่คิดมูลค่าใดๆทั้งสิ้น
ชื่อวัด
วัดลักษณาราม ได้รับการเรียกขานจากประชาชน ในชื่อต่างๆกัน เช่น วัดคลองท่าแห วัดตาลักษณ์ วัดใหม่ไตรลักษณ์ และในที่สุดเป็นวัดลักษณาราม
ที่มาของชื่อต่างๆ ตามสันนิฐานมีดังนี้
๑ ที่เรียกว่า วัดคลองท่าแห เพราะตรงปากคลองมีคนมาทอดแหหาปลา ได้อาศัยมารอน้ำทอดแหของตน
๒ ที่เรียกว่า วัดตาลักษณ์ เรียกตามชื่อผู้สร้าง
๓ ที่เรียกว่า วัดใหม่ไตรลักษณ์ เนื่องจากเป็นวัดสร้างใหม่
๓ ที่เรียกว่า วัดลักษณาราม เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชฯ (จวน อุฎฐายี) วัดมฏุกษัตริยาราม กรุงเทพฯ ในสมัยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลราชบุรี
ได้มีโอกาสมาเยี่ยมประชาชนชาวบ้านแหลม ทรงทราบว่ามีวัดสร้างใหม่ชื่อ วัดใหม่ไตรลักษณ์ จึงทรงให้ความเห็นว่า ไตรลัษณ์ หมายถึง ลักษณะ๓คือ อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา ฟังดูไม่เป็นมงคล จึงได้ประทานชื่อใหม่ว่า วัดลักษณาราม ถือเป็นมงคลนามตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
กุฏิเดิมจริงๆ เป็นหลังคามุงจาก ต่อมาชาวบ้านได้ถวายบ้านของตนมาปลูกเป็นกุฏิ ก่อนพัฒนามีกุฏิทั้งสิ้น๑๒หลัง มีรูปแบบต่างกัน มุงกระเบื้องบ้าง มุงสังกะสีบ้าง
ในที่สุดสิ่งปลูกสร้างก็ชำรุดไปตามสภาพ อยู่มาได้หลายสิบปี ปัจจุบัน เป็นอาคารคอนกรีตทรงไทยสองชั้น ๔ชุด ประกอบด้วยหอฉัน หอสวดมนต์จตุรมุข
ใช้ประโยชน์ทางด้านศาสนกิจต่างๆ
ปูชนียวัตถุและถาวรวัตถุ
๑.พระอุโบสถ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาสองชั้นทรงไทย กว้าง๑๐เมตร ยาว๓๐เมตร สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
กรุงเทพฯ เสด็จมาเป็นองค์ประธานวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๓ และเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๘ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรม
ราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธาน ยกฉัตรพระประธานพระอุโบสถ และทรงตัดลูกนิมิตร อุโบสถหลังนี้สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ ๖ ล้านบาท
๒.พระพุทธรูปจำลอง เนื้อโลหะ มี ๘ องค์คือ
หลวงพ่อบ้านแหลม
หลวงพ่อวัดเขาคะเครา
หลวงพ่อพุทธโสธร
หลวงพ่อวัดไร่ขิง
หลวงพ่อวัดบางพลีใหญ่
หลวงพ่อปู่ศรีราชาวัดเขายี่สาร
หลวงพ่อมินทร์
หลวงพ่อเรียน
๓.พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นภาพเขียนสีน้ำมัน ขนาดกว้าง๒๔นิ้วยาว๓๐นิ้ว พร้อมกรอบโบราญ เขียนโดยจิตรกรชาวอิตาลีพระราชทานแก่ นายเอียง เมื่อวันที่ ๒๗กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๗
ครั้งเมื่อพระองค์เสด็จโดยเรือฉลอมแล่นใบจากบางทะลุเข้าสู่อ่าวบ้านแหลม ซึ่งขณะนั้นน้ำงวดเรือพระที่นั่งติดที่ปากอ่าวบ้านแหลมเมื่อชาวบ้านทราบว่า เรือพระที่นั่งเกยตื้น
จึงมาช่วยกันเข็นจนสามารถกลับเพชรบุรีได้ ในจดหมายเหตุประพาสต้น ร.๕ พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระดำรงราชานุภาพสันนิฐานว่า นายเอียงคงได้รับพระราชทาน
ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในครั้งเข็นเรือพระที่นั่งครั้งนั้นเอง
๒.พระพุทธรูปจำลอง เนื้อโลหะ มี ๘ องค์คือ
หลวงพ่อบ้านแหลม
หลวงพ่อวัดเขาคะเครา
หลวงพ่อพุทธโสธร
หลวงพ่อวัดไร่ขิง
หลวงพ่อวัดบางพลีใหญ่
หลวงพ่อปู่ศรีราชาวัดเขายี่สาร
หลวงพ่อมินทร์
หลวงพ่อเรียน
๓.พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นภาพเขียนสีน้ำมัน ขนาดกว้าง๒๔นิ้วยาว๓๐นิ้ว พร้อมกรอบโบราญ เขียนโดยจิตรกรชาวอิตาลีพระราชทานแก่ นายเอียง เมื่อวันที่ ๒๗กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๗
ครั้งเมื่อพระองค์เสด็จโดยเรือฉลอมแล่นใบจากบางทะลุเข้าสู่อ่าวบ้านแหลม ซึ่งขณะนั้นน้ำงวดเรือพระที่นั่งติดที่ปากอ่าวบ้านแหลมเมื่อชาวบ้านทราบว่า เรือพระที่นั่งเกยตื้น
จึงมาช่วยกันเข็นจนสามารถกลับเพชรบุรีได้ ในจดหมายเหตุประพาสต้น ร.๕ พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระดำรงราชานุภาพสันนิฐานว่า นายเอียงคงได้รับพระราชทาน
ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในครั้งเข็นเรือพระที่นั่งครั้งนั้นเอง
๔. ศาลาเฉลิมพระเกียรติ (ศาลาการเปรียญ)
สร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เมื่อมีพระชนมายุ ๖๐พรรษา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕ ใช้ประโยชน์เป็นที่ประชุมสงฆ์ เป็นที่ประชุมคณะกรรมการวัด
เป็นที่ปฏิบัติธรรมของญาติโยมทุกวันพระ ลักษณะเป็นศาลาทรงไทย ออกแบบโดยท่านพระครูวิบูลวชิรสาร อดีตเจ้าอาวาสวัดลักษณาราม ประกอบด้วยซุ้มประตูหน้าต่างเป็นปูนปั้น
บานประตูหน้าต่างแกะสลัด โดยช่างฝีมือเมืองเพชร
๕. หอกลองหอระฆัง
รูปแบบทรงไทยสองชั้น ประกอบด้วยปูนปั้นลายไทย
๖. เมรุ
เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา (งานศพ) รูบแบบเป็นเมรุทรงปูนปั้นแบบทรงไทยตั้งกลางแจ้งประดับลวดลายไทยปูนปั้น ปัจจุบันเตาเผาปรับปรุงเป็นแบบไร้มลพิษ
ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี
๗. วิหารพระพุทธรูปสิ่งศักดิ์ประจำวัด
เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดที่จำลองมาจากวัดต่างๆเพื่อเป็นที่กราบไหว้บูชาโดยทั่วกัน เป็นวิหารทรงไทยจตุรมุข ประกอบด้วยซุ้มประตู หน้าต่าง
เป็นปูนปั้น บานประตูหน้าต่างแกะสลัก โดยช่างฝีมือชาวเพชร สร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หัวมีพระชนมายุครบ๖รอบ ๗๒ พรรษา
ออกแบบก่อสร้างโดยพระครูพัชรกิจจานุกูล เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
๘.ซุ้มประตูวัด
รูปแบบทรงไทยประกอบปูนปั้น
๙. ศาลาศรีวรนาถ
รูปแบบทรงไทยยกพื้น จัดเป็นห้องสมุดประจำวัดและใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ สนบสนุนโดยตระกูลศรีวรนาถและญาติโยมร่วมสมทบ
ลำดับเจ้าอาวาส
๑. พระอธิการสวน พ.ศ. ๒๔๖๖-๒๔๗๒
๒. พระอธิการฟู พ.ศ. ๒๔๗๓-๒๔๗๘
๓. พระครูสมุทรคุณาธาร พ.ศ.๒๔๘๐-๒๕๐๐
๔. พระครูวิบูลวชิรสาร พ.ศ.๒๕๐๑-๒๕๔๑
๕. พระครูพัชรกิจจานุกูล พ.ศ.๒๕๔๒-ปัจจุบัน
พระครูพัชรกิจจานุกูล ได้ดำเนินการบริหารวัดให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
วัดลักษณารามเป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่เลขที่ 227 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเพชร
โดยมีถนนหลวงสายเพชรบุรี - บ้านแหลม - บางตะบูน ตัดผ่านหลังวัด
นายลักษณ์ เป็นชาวบ้านเกาะกรูด จังหวัดตราด มีอาชีพค้าขายทางทะเลโดยนำสินค้าจากจังหวัดตราดไปขายตามอ่าวต่างๆและมาขายที่อ่าวบ้านแหลมอยู่เสมอ
ทำให้เกิดความสนิทสนมกับชาวบ้านเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับนางสาวโหมด จนแต่งงานอยู่กินกัน
นายลักษณ์ นางโหมด เป็นผู้ที่มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เมื่อพิจารณาว่ายังไม่มีวัดทางฝั่งตะวันตกเลยสักวัด วัดทางตะวันออกมีหลายวัด
คือ วัดต้นสน วัดในกลาง วัดศรีษะคาม และวัดอุตมิงฆาวาส เวลาไปทำบุญแต่ละครั้งต้องออกเดินไกลมาก
สองสามีภรรยาจึงตัดสินใจสร้างวัดนี้ขึ้นโดยปรึกษากับเจ้าของที่ดิน คือ นายตัน นางก่วย และบุตรชายคือ นายจาด บุตรสาวคือ นาวสายใจ คำนวนศิริ
เพื่อขอซื้อที่ดินสร้างวัด แต่เจ้าของก็มีจิตศรัทธา จึงได้ยกที่ดินให้สร้างวัดโดยไม่คิดมูลค่าใดๆทั้งสิ้น
ชื่อวัด
วัดลักษณาราม ได้รับการเรียกขานจากประชาชน ในชื่อต่างๆกัน เช่น วัดคลองท่าแห วัดตาลักษณ์ วัดใหม่ไตรลักษณ์ และในที่สุดเป็นวัดลักษณาราม
ที่มาของชื่อต่างๆ ตามสันนิฐานมีดังนี้
๑ ที่เรียกว่า วัดคลองท่าแห เพราะตรงปากคลองมีคนมาทอดแหหาปลา ได้อาศัยมารอน้ำทอดแหของตน
๒ ที่เรียกว่า วัดตาลักษณ์ เรียกตามชื่อผู้สร้าง
๓ ที่เรียกว่า วัดใหม่ไตรลักษณ์ เนื่องจากเป็นวัดสร้างใหม่
๓ ที่เรียกว่า วัดลักษณาราม เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชฯ (จวน อุฎฐายี) วัดมฏุกษัตริยาราม กรุงเทพฯ ในสมัยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลราชบุรี
ได้มีโอกาสมาเยี่ยมประชาชนชาวบ้านแหลม ทรงทราบว่ามีวัดสร้างใหม่ชื่อ วัดใหม่ไตรลักษณ์ จึงทรงให้ความเห็นว่า ไตรลัษณ์ หมายถึง ลักษณะ๓คือ อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา ฟังดูไม่เป็นมงคล จึงได้ประทานชื่อใหม่ว่า วัดลักษณาราม ถือเป็นมงคลนามตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
กุฏิเดิมจริงๆ เป็นหลังคามุงจาก ต่อมาชาวบ้านได้ถวายบ้านของตนมาปลูกเป็นกุฏิ ก่อนพัฒนามีกุฏิทั้งสิ้น๑๒หลัง มีรูปแบบต่างกัน มุงกระเบื้องบ้าง มุงสังกะสีบ้าง
ในที่สุดสิ่งปลูกสร้างก็ชำรุดไปตามสภาพ อยู่มาได้หลายสิบปี ปัจจุบัน เป็นอาคารคอนกรีตทรงไทยสองชั้น ๔ชุด ประกอบด้วยหอฉัน หอสวดมนต์จตุรมุข
ใช้ประโยชน์ทางด้านศาสนกิจต่างๆ
ปูชนียวัตถุและถาวรวัตถุ
๑.พระอุโบสถ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาสองชั้นทรงไทย กว้าง๑๐เมตร ยาว๓๐เมตร สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
กรุงเทพฯ เสด็จมาเป็นองค์ประธานวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๓ และเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๘ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรม
ราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธาน ยกฉัตรพระประธานพระอุโบสถ และทรงตัดลูกนิมิตร อุโบสถหลังนี้สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ ๖ ล้านบาท
๒.พระพุทธรูปจำลอง เนื้อโลหะ มี ๘ องค์คือ
หลวงพ่อบ้านแหลม
หลวงพ่อวัดเขาคะเครา
หลวงพ่อพุทธโสธร
หลวงพ่อวัดไร่ขิง
หลวงพ่อวัดบางพลีใหญ่
หลวงพ่อปู่ศรีราชาวัดเขายี่สาร
หลวงพ่อมินทร์
หลวงพ่อเรียน
๓.พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นภาพเขียนสีน้ำมัน ขนาดกว้าง๒๔นิ้วยาว๓๐นิ้ว พร้อมกรอบโบราญ เขียนโดยจิตรกรชาวอิตาลีพระราชทานแก่ นายเอียง เมื่อวันที่ ๒๗กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๗
ครั้งเมื่อพระองค์เสด็จโดยเรือฉลอมแล่นใบจากบางทะลุเข้าสู่อ่าวบ้านแหลม ซึ่งขณะนั้นน้ำงวดเรือพระที่นั่งติดที่ปากอ่าวบ้านแหลมเมื่อชาวบ้านทราบว่า เรือพระที่นั่งเกยตื้น
จึงมาช่วยกันเข็นจนสามารถกลับเพชรบุรีได้ ในจดหมายเหตุประพาสต้น ร.๕ พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระดำรงราชานุภาพสันนิฐานว่า นายเอียงคงได้รับพระราชทาน
ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในครั้งเข็นเรือพระที่นั่งครั้งนั้นเอง
๒.พระพุทธรูปจำลอง เนื้อโลหะ มี ๘ องค์คือ
หลวงพ่อบ้านแหลม
หลวงพ่อวัดเขาคะเครา
หลวงพ่อพุทธโสธร
หลวงพ่อวัดไร่ขิง
หลวงพ่อวัดบางพลีใหญ่
หลวงพ่อปู่ศรีราชาวัดเขายี่สาร
หลวงพ่อมินทร์
หลวงพ่อเรียน
๓.พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นภาพเขียนสีน้ำมัน ขนาดกว้าง๒๔นิ้วยาว๓๐นิ้ว พร้อมกรอบโบราญ เขียนโดยจิตรกรชาวอิตาลีพระราชทานแก่ นายเอียง เมื่อวันที่ ๒๗กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๗
ครั้งเมื่อพระองค์เสด็จโดยเรือฉลอมแล่นใบจากบางทะลุเข้าสู่อ่าวบ้านแหลม ซึ่งขณะนั้นน้ำงวดเรือพระที่นั่งติดที่ปากอ่าวบ้านแหลมเมื่อชาวบ้านทราบว่า เรือพระที่นั่งเกยตื้น
จึงมาช่วยกันเข็นจนสามารถกลับเพชรบุรีได้ ในจดหมายเหตุประพาสต้น ร.๕ พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระดำรงราชานุภาพสันนิฐานว่า นายเอียงคงได้รับพระราชทาน
ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในครั้งเข็นเรือพระที่นั่งครั้งนั้นเอง
๔. ศาลาเฉลิมพระเกียรติ (ศาลาการเปรียญ)
สร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เมื่อมีพระชนมายุ ๖๐พรรษา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕ ใช้ประโยชน์เป็นที่ประชุมสงฆ์ เป็นที่ประชุมคณะกรรมการวัด
เป็นที่ปฏิบัติธรรมของญาติโยมทุกวันพระ ลักษณะเป็นศาลาทรงไทย ออกแบบโดยท่านพระครูวิบูลวชิรสาร อดีตเจ้าอาวาสวัดลักษณาราม ประกอบด้วยซุ้มประตูหน้าต่างเป็นปูนปั้น
บานประตูหน้าต่างแกะสลัด โดยช่างฝีมือเมืองเพชร
๕. หอกลองหอระฆัง
รูปแบบทรงไทยสองชั้น ประกอบด้วยปูนปั้นลายไทย
๖. เมรุ
เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา (งานศพ) รูบแบบเป็นเมรุทรงปูนปั้นแบบทรงไทยตั้งกลางแจ้งประดับลวดลายไทยปูนปั้น ปัจจุบันเตาเผาปรับปรุงเป็นแบบไร้มลพิษ
ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี
๗. วิหารพระพุทธรูปสิ่งศักดิ์ประจำวัด
เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดที่จำลองมาจากวัดต่างๆเพื่อเป็นที่กราบไหว้บูชาโดยทั่วกัน เป็นวิหารทรงไทยจตุรมุข ประกอบด้วยซุ้มประตู หน้าต่าง
เป็นปูนปั้น บานประตูหน้าต่างแกะสลัก โดยช่างฝีมือชาวเพชร สร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หัวมีพระชนมายุครบ๖รอบ ๗๒ พรรษา
ออกแบบก่อสร้างโดยพระครูพัชรกิจจานุกูล เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
๘.ซุ้มประตูวัด
รูปแบบทรงไทยประกอบปูนปั้น
๙. ศาลาศรีวรนาถ
รูปแบบทรงไทยยกพื้น จัดเป็นห้องสมุดประจำวัดและใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ สนบสนุนโดยตระกูลศรีวรนาถและญาติโยมร่วมสมทบ
ลำดับเจ้าอาวาส
๑. พระอธิการสวน พ.ศ. ๒๔๖๖-๒๔๗๒
๒. พระอธิการฟู พ.ศ. ๒๔๗๓-๒๔๗๘
๓. พระครูสมุทรคุณาธาร พ.ศ.๒๔๘๐-๒๕๐๐
๔. พระครูวิบูลวชิรสาร พ.ศ.๒๕๐๑-๒๕๔๑
๕. พระครูพัชรกิจจานุกูล พ.ศ.๒๕๔๒-ปัจจุบัน
พระครูพัชรกิจจานุกูล ได้ดำเนินการบริหารวัดให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


